5 แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของไทย

ทั่วไป

1.บ่อหินฟาร์มสเตย์

ถ้าย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของ “บ่อหินฟาร์มสเตย์” ในหมู่บ้านบ่อหิน อาจเจือความเศร้าอยู่บ้างเล็กน้อย เพราะมีทั้งเรื่องผลกระทบจากภัยธรรมชาติสึนามิ และวิกฤตเศรษฐกิจของชาวประมงพื้นบ้านที่เลี้ยงปลาในกระชัง

แต่ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไข แล้วเปลี่ยนเป็นความสุขและรอยยิ้มได้ด้วยการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสสร้างสรรค์นำทรัพยากรที่มีในชุมชนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบฟาร์มสเตย์เชิงอนุรักษ์ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนจากต่างถิ่นเข้ามาเรียนรู้วิถีชาวประมง ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศพื้นที่ป่าชายเลนริมทะเล

2.โฮมสเตย์ท้องตมใหญ่

กว่า 20 ปีแล้วที่ชุมชน “ท้องตมใหญ่” เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสกับวิถีชาวประมงพื้นบ้าน ผ่านความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่ง อันเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม

หลักฐานสำคัญว่าโฮมสเตย์แห่งอำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นชุมชนต้นแบบสไตล์อีโคทัวร์ ดูได้จากทรัพยากรสัตว์น้ำซึ่งมีกุ้งหอยปูปลาที่ไม่ต้องออกเรือไปหาที่ไหนไกล รวมทั้งไฮไลต์อย่างม้าน้ำ สัตว์ทะเลที่ไม่อาจหาดูได้ง่ายหากสภาพแวดล้อมขาดความสมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากแนวคิดอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนและนำไปสู่พิธีกรรม “บวชทะเล” ประเพณีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ผสานวิถีพุทธกับวิถีการประมงเชิงอนุรักษ์ไว้ด้วยกัน

3.ทัวร์กุยบุรี

“กุยบุรีซาฟารีเมืองไทย” ชื่อนี้ไม่ได้มาด้วยการตั้งขึ้นเท่ๆ เพราะการท่องเที่ยวตะลุยป่ากุยบุรีคือประสบการณ์ส่องสัตว์ป่าหายาก เช่น วัวแดง เก้งกวางป่า เลียงผา ฯลฯ ด้วยความเป็นพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงเป็นแหล่งอาหารชั้นดีให้กับชีวิตสัตว์ป่าทั้งหลาย โดยเฉพาะตัวเอกชูโรงอย่างฝูงกระทิงที่มักปรากฏกายออกมาบริเวณทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เปิดโล่งเขียวขจี หรือ ภาพวิถีชีวิตของครอบครัวช้างป่า ซึ่งจากการสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่ามีไม่ต่ำกว่า 200 ตัว

4.โครงการเกษตรอินทรีย์

สนามบินสุโขทัย

สนามบินมักทำให้เรานึกถึงอาคารผู้โดยสารสุดโมเดิร์น การออกแบบสถาปัตยกรรมล้ำสมัย แต่สำหรับ สนามบินสุโขทัย ภาพลักษณ์ติดตานักเดินทางคือ “โครงการเกษตรอินทรีย์” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 800 ไร่ทางทิศตะวันออกของสนามบิน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ

โครงการฯ นี้ไม่ใช่แค่แปลงเกษตรสาธิตสร้างไว้เก๋ๆ สำหรับเช็คอินถ่ายรูป แต่เป็นพื้นที่ซึ่งมีระบบเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนาการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้ลงสู่ผืนดิน และจบที่ขั้นตอนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

5.เกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท

กิจกรรมอนุรักษ์ท้องทะเลไทย ผ่านการท่องเที่ยวของ “เกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท” ที่ส่งไม้ต่อจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ในโครงการจัดการทรัพยากรประมงชายฝั่ง โดยชุมชนอ่าวบางสะพานที่สร้างความสมบูรณ์ให้โลกใต้ทะเล สู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ชวนนักท่องเที่ยวลงดำน้ำปลูกปะการัง เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยให้กับสัตว์ทะเลควบคู่การอนุรักษ์เต่ากระ ผ่านมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม ที่ปัจจุบันสามารถปล่อยเต่ากระคืนสู่ท้องทะเลอ่าวไทยได้กว่า 4,000 ตัว

เมืองโบราณชิงเอี๋ยน วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ยาวนาน

เมืองโบราณชิงเอี๋ยน วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ยาวนาน

เมืองโบราณชิงเอี๋ยน วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ยาวนาน

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม และแสดงถึงสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนในประเทศนั้นๆ ได้ดีที่สุดคือ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ความน่าสนใจของประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นที่น่าจับตามองมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ ประเทศจีน

จีนเป็นประเทศที่มีระบบบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวได้ดีประเทศหนึ่ง สามารถทำรายได้ เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวในปี 2557 ได้มากกว่า 3 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 17 ล้านล้านบาท เหตุผลสำคัญเกิดมาจาก รัฐบาลจีนเข้าใจในจริตของชาวจีนและจริตของชาวต่างชาติ โดยพบว่าสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งของจีน มีการผสมผสานกันอย่างลงตัว ระหว่างประวัติศาสตร์และร้านค้าสมัยใหม่ ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวชาวจีนตามลำดับ ดังเช่น เห็นได้จากเมืองโบราณชิงเอี๋ยน

เมืองโบราณชิงเอี๋ยน ตั้งอยู่ที่ตำบลชิงเอี๋ยน ตำบลเขตฮัวซี นครกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว ในอดีตสถานที่แห่งนี้ คือ ใจกลางนครกุ้ยหยาง อีกทั้งยังเคยเป็นเมืองยุทธศาสตร์เดิมของนครอีกด้วย ผู้เยี่ยมชมสามารถพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้เด่นชัด เช่น เดิมกำแพงเมืองสร้างด้วยดิน ต่อมาเปลี่ยนเป็นอิฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญและความสำคัญของเมืองที่มีมากขึ้น หรือการที่ประตูเมืองหันหน้าไปทางทิศใต้ ที่ซึ่งเป็นพื้นที่สูง โดยชาวจีนโบราณมีความเชื่อว่า หากประตูอยู่สูงกว่าเมือง เมืองนั้นๆ จะพบแต่สงบสุข เป็นต้น ภายในเมืองโบราณชิงเอี๋ยนก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน บ้านเรือนจำลองและทางเดิน สะท้อนวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของชาวจีนโบราณได้ชัดเจน เช่น บ้านซึ่งบิดาของนายโจว เอินไหล ได้เคย พักอาศัย ก็จะเห็นได้ชัดว่า เหนือประตูทางเข้าบ้าน จะเห็นไม้แกะสลักขนาดใหญ่ 2 ชิ้น วางเรียงกัน สะท้อนความสำคัญของบ้านดังกล่าว ซึ่งก็สร้างอยู่บนเนินเขา มองเห็นบ้านอื่นๆ ในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เจ้าของบ้านเป็นผู้ที่มีฐานะดีมากและมีความสำคัญในหมู่บ้านนั้น

ภายในเมืองโบราณฯ ยังเปิดให้เข้าชมบ้านโบราณของขุนนาง และจอหงวนในสมัยอดีต ที่ซึ่งจะพบเครื่องแต่งกายในอดีต สถาปัตยกรรมในอดีต รวมถึงบรรยากาศโบราณที่ไม่เปลี่ยนผันไปตามยุคสมัย ทำให้ผู้เยี่ยมชมรู้สึกว่าตนอยู่ในยุคสมัยนั้นจริงๆ นอกจากบ้านเรือนจะมีความเป็นเอกลักษณ์และแฝงเป็นนัยให้เข้าใจด้วยประวัติศาสตร์แล้ว ทางเดินถนนก็มีลักษณะเด่นเช่นกัน คือ ถนนภายในเมืองนั้นมีลักษณะคดเคี้ยว ซึ่งสะท้อนลักษณะนิสัยชาวจีนที่ไม่ชอบพูดตรงๆ ชอบพูดจาอ้อมไปอ้อมมา เพื่อให้ผู้ฟังตีความเอง

ร้านค้าสไตล์โบราณที่สร้างขึ้นภายในเมืองโบราณนั้น ยิ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างบรรยากาศและความคึกคักให้กับเมืองโบราณได้เป็นอย่างดี มีทั้งร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าโบราณและสินค้าพื้นเมือง เช่น ขนมโบราณ อาหารพื้นเมือง (ขาหมู พะโล้ และข้าวต้ม) หัตถกรรมพื้นเมือง ผ้ามัดย้อม พัดนกกระเรียน (พัดที่ขงเบ้งใช้) งานเขียน งานแกะสลักไม้ สมุนไพร รากไม้ น้ำตาลปั้น ดนตรีพื้นเมือง หยก พริกเต้าเจี้ยวน้ำมัน น้ำตาลกุหลาบ รองเท้าโบราณ ทำนายดวงชะตา เป็นต้น

ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าร่วมสมัยและสินค้าจากต่างประเทศ เช่น ของเล่น กระเป๋านำเข้าจากต่างประเทศ เครื่องประดับ ผ้าบูติก ร้านอาหารสมัยใหม่ ชา กาแฟ ผลไม้ ของตกแต่ง เนื้อตากแห้ง สบู่รูปทรงต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีร้านค้ารูปแบบใหม่ เช่น สปาเท้าด้วยปลา ร้านเล่นเกมยิงธนู ร้านให้เช่าชุดเครื่องแต่งกายท้องถิ่นโบราณเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เป็นต้น

เรื่องราวเหล่านี้และความน่าสนใจของเมืองโบราณ ก่อให้เกิดความคึกคักของธุรกิจการค้าภายในเมืองโบราณชิงเอี๋ยน จนมีคำกล่าวของชาวเมืองว่า หากจะเริ่มลงทุนธุรกิจให้มาเริ่มที่เมืองโบราณ ก่อน เพราะมีผู้เข้าชมจำนวนมาก และเป็นการยากที่ธุรกิจใหม่ในสถานที่ซึ่งผู้คนยังไม่รู้จัก เช่นเดียวกับกระแสความนิยมภาพยนตร์ Lost In Thailand ที่ทำให้ไทยมีนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่มากเป็นพิเศษ ที่เมืองโบราณแห่งนี้ก็เช่นกัน ได้มีการถ่ายทำภาพยนตร์โดยมีนักแสดงชื่อดังนำแสดง ส่งผลให้สถานที่แห่งนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การท่องเที่ยวไทยที่เน้นการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยววิถีไทยให้เป็นจุดขายโดยไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่ไทยเรายังไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการพื้นที่ทางประวัติศาสตร์เหล่านั้น ทางการจีนก่อสร้างฟื้นฟูบูรณะสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของประเทศ ด้วยการผสมผสานประวัติศาสตร์กับความสะดวกสบายทันสมัย จนทำให้ผู้เข้าชมเมืองโบราณมีความรู้สึกว่า ผู้เยี่ยมชมเดินอยู่ในเมืองโบราณของจีน

บางสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของจีน มีพื้นที่ไม่กว้างใหญ่นัก แต่จีนเพิ่มคุณค่าด้วยการสร้างร้านค้า ถนน และสิ่งก่อสร้างใหม่ขึ้นมารอบบริเวณ โดยให้มีสถาปัตยกรรมที่มีความความสอดคล้องกัน โดยยึดหลักเอาของใหม่มาผสมผสานกับของเก่า ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นมีเสน่ห์ เท่ เก๋ และดึงดูด โดยมีส่วนผสมของวัฒนธรรมท้องถิ่น และวัฒนธรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

จากแนวทางของการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวในจีนข้างต้น สามารถเป็นกรณีศึกษาที่ดีให้ไทยปรับใช้ให้เหมาะสมกับศิลปะ วัฒนธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของไทย รวมถึงจริตของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่นิยมเข้ามาท่องเที่ยววิถีไทยในประเทศไทย เพื่อให้ก่อเกิดประโยชน์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของไทย ที่เน้นการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยววิถีไทยให้เป็นจุดขายอีกด้วย

การสืบทอดประเพณีบุญบั้งไฟขึ้นในทุกๆปีก่อนฤดูเก็บเกี่ยว

050510_travel-RocketFestival_08บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานหรือบุญเดือนหก ซึ่งเป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสาน ช่วงฤดูฝนเข้าสู่การทำนา ตกกล้า หว่าน ไถ เพื่อเป็นการบูชาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เหมือนกับการแห่นางแมวของคนภาคกลาง โดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสาน เรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลและมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆเดือนหกหรือพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี ด้วยความเชื่อตามเรื่องเล่านี้จึงทำให้ชาวอีสานทำบั้งไฟทุกปีเพื่อเตือนพญาแถน

เดือนหกทำบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝน และจะมีงานบวชนาคพร้อมกันด้วย การทำบุญเดือนหกเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำเอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหารเหล้ายามาเลี้ยงโดยไม่คิดมูลค่า เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ การเซิ้งจะกระทำด้วย ความสนุกสนาน ไม่มีการทะเลาะวิวาท คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่ก็ไม่ถือสาหรือคิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด ส่วนการทำบุญวิสาขบูชานั้นก็มีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็น มีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ

ถึงแม้ว่าความเชื่อถือด้านเทวดาผู้ซึ่งเป็นเจ้าแห่งฝนในปัจจุบันได้ลดน้อยกว่าในสมัยก่อน แต่ชาวลาวยังคงยึดถือจารีตประเพณีดั้งเดิมนี้ด้วยการสืบทอดจากการเตรียมบุญบั้งไฟขึ้นในทุกๆปีก่อนฤดูเก็บเกี่ยวควบคู่กับการจัดเตรียมบั้งไฟต่างๆของบุญนี้ ประเพณีต่างๆทางศาสนาพุทธ เช่น การสูตรรดน้ำมนต์โดยเจ้าอาวาสวัดยังได้ถูกจัดขึ้นพร้อมๆกัน บุญบั้งไฟเป็นบุญประเพณีที่มีความหมายว่า ชาวไร่ชาวนาได้ทำการบูชาขอฝนจากพระยาแถน นอกจากนี้แล้วบุญบั้งไฟยังเป็นวิธีเดียวที่มนุษย์ใช้สื่อสารกับเทวดาเพื่อเป็นการขอฝน ปัจจุบันบุญบั้งไฟถือเป็นประเพณีที่ให้สาระของความสนุกสนานที่แฝงไว้ด้วยความเชื่อถือศรัทธาที่มีมาอย่างยาวนาน กิจกรรมทั้งหมดของประเพณีนี้ได้ถ่ายทอดความรู้สึก ภูมิปัญญาของชุมชนในเรื่องเทคโนโลยีพื้นบ้าน การเลือกไม้ไผ่มาทำบั้งไฟ การตัดไม้ไผ่โดยไม่เป็นอันตราย การบรรจุดินปืนลงกระบอกไม้ไผ่ ล้วนเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมสืบกันมา การตกแต่งบั้งไฟเป็นงานศิลปะ การเซิ้ง การรับลำ และความเชื่อในผีแถน

การท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ (British Museum) เป็นที่รวบรวมศิลปวัตถุอันล้ำค่าที่ยากจะประเมิน และถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็ว่าได้ โดยจะรวบรวมวัตถุโบราณจากทั่วโลกทุกยุคทุกสมัย เพื่อแสดงถึงอารยธรรมของมวลมนุษยชาติอย่างครบถ้วนที่สุด ผ่านห้องจัดแสดงที่มีมากกว่า 100 ห้อง บริติชมิวเซียมเป็นแหล่งรวบรวมวัตถุต่างๆ จากทุกทวีป จำนวนกว่า 7 ล้านชิ้น ซึ่งล้วนมีชื่อเสียง และมีการบันทึกเรื่องราวของวัฒนธรรมมนุษน์จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน วัตถุจำนวนมากถูกเก็บไว้ในชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากไม่มีเนื้อที่เพียงพอ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของอังกฤษ เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมีโบราณวัตถุที่เก็บไว้ที่นี่มากมาย รวมถึง หิน Rosetta มี่โด่งดัง มัมมี่โบราณของอียิปต์ และรูปปั้นเลื่องชื่อของกรีก ที่สำคัญที่สุดคือ ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ย่อยๆและแกลเลอรี่อีกหลายแห่งในพื้นที่เดียวกัน ให้เดินชมและศึกษา คือ Natural History Museum, the Science Museum, the National Gallery, the Tate Modern and Tate Britain สามารถเข้าชมได้ฟรี
…continue reading การท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ

เรียนรู้วัฒนธรรม มารยาท ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น

เป็นเรื่องธรรมดาที่ก่อนจะเดินทางไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมือง เราจะต้องมีการเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าจะประเพณี วัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงกฎระเบียบหรือข้อห้ามต่าง ๆ เพื่อจะได้ท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานตลอดทริป และสำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะไป “เที่ยวญี่ปุ่น” ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรู้ข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ เอาไว้ด้วย เพราะต้องยอมรับเลยว่าบางครั้งบางคราวเราอาจจะทำอะไรที่ผิดหู ผิดตา หรือผิดมารยาทในสังคมของคนญี่ปุ่นไปบ้าง ดังนั้น วันนี้จึงหยิบเอา “มารยาทควรรู้ ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น

ตั้งแต่มีการยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวญี่ปุ่นในปีที่ผ่านมา ก็มีนักท่องเที่ยวชาวไทยหลั่งไหลไปเที่ยวญี่ปุ่นมากมายเลยทีเดียว ซึ่งคนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่เคร่งเรื่องมารยาทและมีธรรมเนียมในชีวิตประจำวันมากเสียหน่อย จนอาจจะมีบางครั้งที่นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ ไปทำผิดมารยาทเขาโดยไม่รู้ตัวบ้าง ตามภาษิตเขาสอนว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม” เพราะฉะนั้น เราจึงควรเรียนรู้มารยาทญี่ปุ่นกันเอาไว้ก่อนไปลุย ทราบเอาไว้จะได้ไม่ถูกเจ้าถิ่นมองว่าเราเป็นชนชาติเสียมารยาทเอาได้ค่ะ

คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีมารยาทมากค่ะ พนักงานตรวจตั๋วของรถไฟ จะโค้งทำความเคารพผู้โดยสารทุกคน ทุกโบกี้ ทุกครั้งที่ตรวจตั๋วเสร็จ น่ารักมาก ๆ เลยค่ะ

เริ่มจากมารยาทบนรถไฟและการเดินทาง ซึ่งการไปเที่ยวญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่เที่ยวเองนี้ ยังไง้…ยังไงก็หนีไม่พ้นกิจกรรมขึ้นรถ (บัส) ลงรถไฟ (ใต้ดิน) เพื่อเดินทางไปไหนมาไหนแน่ ๆ มารยาทการโดยสารรถเดินทางในญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ !

1. เมื่ออยู่ในญี่ปุ่น ขึ้นบันไดเลื่อนต้องยืนฝั่งใดฝั่งหนึ่งของบันไดเลื่อนเท่านั้น ไม่ว่าจะในห้างสรรพสินค้า ในอาคาร สถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่ในสถานีรถไฟหรือสนามบิน ก็จะมีมารยาทการขึ้นบันไดเลื่อนสไตล์ญี่ปุ่นค่ะ คือ จะต้องยืนชิดราวฝั่งใดฝั่งหนึ่งของบันไดเท่านั้น เหลือที่ว่างเอาไว้สำหรับคนที่เร่งรีบให้ไปก่อนได้ (ถ้าเรารีบก็ไปก่อนได้นะคะ แต่อย่ายืนขวางก็พอค่ะ) หากอยู่ในภูมิภาคคันโต (ภูมิภาคที่มีโตเกียว) จะยืนชิดทางซ้าย ส่วนภูมิภาคคันไซ (ภูมิภาคที่มีเกียวโต) จะยืนชิดขวา แต่ก็มีบางที่เหมือนกันที่ไม่ได้ยึดตามนี้ เอาเป็นว่าถ้าจำไม่ได้ก็ตามน้ำคนข้างหน้าไปโลด

2. ไม่ยืนหรือนั่งเกะกะขวางทางบนสถานีและประตูรถ ให้คนข้างในรถออกก่อน อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศญี่ปุ่นนี้เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร่งรีบมากค่ะ คนที่นี่จะตรงต่อเวลากันมาก และไม่อยากเสียเวลาโดยไม่จำเป็น (เพราะขบวนรถไฟของเขาตรงเป๊ะ ชนิดไม่พลาดแม้สักนาที ! พลาดเป็นพลาดนะเออ !) ถ้าใครนั่งหรือยืนขวางก็จะส่งผลกระทบต่อเวลาของเขามากค่ะ นอกจากนี้ เวลายืนรอรถก็ควรต่อแถว และรอให้คนข้างในออกก่อน ถ้าหากประตูรถไฟกำลังจะปิด ต่อให้มาถึงเกือบทัน ก็ห้ามแทรกตัวเข้าไปขวางในประตูนะคะ เพราะประตูจะหยุดชะงัก และอาจทำให้รถไฟเลท ส่งผลต่อเวลาการเดินทางของคนอื่นแน่นอนค่ะ

3. ไม่ทานอาหาร ไม่แต่งหน้า ไม่ถ่ายรูป ไม่คุยเสียงดัง ไม่คุยโทรศัพท์ ไม่สูบบุหรี่ บนรถไฟ เมื่อขึ้นมาถึงขบวนแล้ว คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่ชอบความสงบ จึงไม่มีการพูดคุยกันบนรถไฟ คนญี่ปุ่นแต่ละคนขึ้นมาบนขบวนแล้วก็จะนั่งเงียบ ๆ ฟังเพลงบ้าง อ่านหนังสือบ้าง เพราะฉะนั้น เราไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ไม่ควรไปรบกวนความสงบของเขาค่ะ งดทานอาหารบนรถไฟใต้ดิน งดแต่งหน้า ถ่ายรูป พูดคุยเสียงดัง และไม่คุยโทรศัพท์ด้วยค่ะ (แต่ถ้าแค่เล่นเน็ตหรือส่ง SMS ยังได้นะคะ แต่ต้องปิดเสียงไว้) หากอยู่บนรถไฟธรรมดาแล้วมีเรื่องจำเป็นต้องใช้เสียงจริง ๆ ก็ต้องลองเดินหาโซนใช้เสียงท้ายขบวนดูค่ะ

เรื่องอาหารการกินระหว่างเดินทาง หากเป็นรถไฟชินคันเซน หรือรถไฟสายออกนอกเมืองสามารถทานได้ (สังเกตจากโต๊ะพับบริเวณพนักพิง หรือมีคนขายอาหารบนรถไฟเลย ถ้าเห็นแบบนี้แสดงว่ากินได้ชัวร์) แต่รถไฟใต้ดินหรือรถไฟที่มีระยะทางสั้น ๆ ห้ามทานนะจ๊ะ

ส่วนเรื่องบุหรี่ ที่สถานีมีห้องสูบบุหรี่ให้อยู่แล้วนะคะ ต้องสูบให้เสร็จก่อนจะขึ้นรถไฟ พอขึ้นไปบนโบกี้แล้วห้ามสูบเหมือนบ้านเราเลยค่ะ

4. ต้องเหลือที่นั่งพิเศษ (มีป้ายบอกหรือสีที่นั่งที่แตกต่างจากปกติ) เอาไว้สำหรับคนท้องหรือคนชรา ที่ญี่ปุ่นไม่มีธรรมเนียมลุกให้นั่ง (บางครั้งถ้ามีคนลุกให้แล้วคนญี่ปุ่นจะรู้สึกเหมือนโดนหาว่าแก่ เลยไม่นั่งซะงั้น) เพราะเขามีการกันที่นั่งพิเศษเอาไว้สำหรับผู้มีครรภ์ ผู้ปกครองที่มีเด็กทารกเดินทางด้วย ผู้พิการ คนชรา และผู้มีอาการป่วยทางหัวใจ (ไม่ใช่อกหัก !) ค่ะ ปกติคนทั่วไปจะไม่ค่อยไปนั่งที่ตรงนั้น เพื่อเหลือที่เอาไว้ให้บุคคลเหล่านี้ค่ะ แต่ถ้าเผลอนั่งไปแล้ว มีคนต้องการก็อย่าลืมลุกให้ล่ะ อ้อ บริเวณที่นั่งพิเศษนี้ต้องปิดโทรศัพท์มือถือด้วยนะคะ (โซนนี้แค่ปิดเสียงไม่ได้ เพราะอาจกระทบต่อผู้ป่วยโรคหัวใจค่ะ)

5. หนุ่ม ๆ จงระวัง ! บางช่วงเวลาจะมีโบกี้สำหรับผู้หญิงเท่านั้น ช่วงเวลาเร่งด่วนในตัวเมือง จะมีรถไฟขบวนพิเศษมีโบกี้สำหรับบริการสุภาพสตรีเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อลดการก่ออาชญากรรมหรือล่วงละเมิดทางเพศสตรี เพราะฉะนั้น หนุ่ม ๆ ที่จะเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นก็ต้องสังเกตป้าย Woman Only 女性専用車両 กับสีชมพูของโบกี้ให้ดี ถ้าเข้าผิดมีเงิบแน่ ๆ

การท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม เติบโตอย่างรวดเร็ว

ท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อความสนใจพิเศษที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมค่อนข้างมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวมักสนใจและต้องการเข้าใจวัฒนธรรมของประเทศอื่นที่แตกต่างไปจากตน โดยผ่านการชมหรือสัมผัสศิลปะวัฒนธรรมแขนงต่างๆ ซึ่งหมายรวมถึง ศิลปะทุกแขนงทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม หัตถกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ตลอกจนมรดกทางประวัติศาสตร์ซึ่งหมายถึง โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ซึ่งความสนใจต่อสิ่งเล่านี้เป็นพื้นฐานความสนใจดั้งเดิมของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว

การท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม มีความคล้ายคลึงกับการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมพื้นถิ่น ซึ่งเป็นรูปแบบของการท่องเที่ยว เพื่อความสนใจพิเศษอีรูปแบบหนึ่งที่จะได้กล่าวถึงต่อไป อย่างไรก็ดีการท่องเที่ยวทั้งสองรูปแบบนี้มีข้อแตกต่างกันตรงที่ การท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรมให้ความสำคัญต่อการสัมผัสวัฒนธรรม ซึ่งมีสภาพเป็นวัตถุหรือการแสดง ในขณะที่การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น ให้ความสัมคัญกับการสัมผัสวัฒนธรรม โดยผ่านวิถีชีวิตมนุษย์ซึ่งเป็นผู้สร้างวัฒนธรรม

รูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวเพื่อความสนใจพิเศษ ความสนใจเบื้องต้นที่ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมการเดินทางดังกล่าวนี้ คือ การใฝ่หาโอกาสที่จะได้สัมผัสกับกลุ่มคนทีมีชาติพันธ์ และภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากตัวของนักท่องเที่ยวโดยตรง ด้วยความคิดที่ว่าถึงแม้พิพิธภัณฑ์และงานทางศิลปะวัฒนธรรม อาจจะสามารถสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของคนต่างชาติพันธุ์นั้นได้ในระดับหนึ่งก็ตาม การสัมผัสสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่อาจเทียบได้กับการสัมผัสโดยตรงกับคนต่างชาติพันธุ์นั้น จากการได้ใช้ชีวิตร่วมกันหรือพบปะพูดคุยกันในระยะเวลาหนึ่งได้

ในปัจจุบันการท่องเที่ยว เพื่อสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นจุดขายที่สำคัญของการท่องเที่ยวในหลานๆ ประเทศ โดนเฉพาะแอฟริกาและเอเชีย รวมถึงประเทศไทยเอง การเที่ยวป่าและสัมผัสวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา ก็เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้ รับความนิยมมาก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นอีกมากมาย ที่มีศักยภาพสูงในการจัดการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ หากมีการดำเนินการอย่างเหมาะสม การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้อาจเป็นแหล่งรายได้ที่สามารถกระจายไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยได้ ในทางตรงกันข้างหากไม่มีมาตรการรองรับการจัดการท่องเที่ยวให้เหมาะสมแล้ว การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้สังคมหรือชุมชนท้องถิ่นเสียสมดุลได้

ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมควรปฏิบัติตนอย่างไร

ประเทศไทยประกอบด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ วิถีชีวิตที่ดำรงอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธา เป็นแนวทางใน การปฏิบัติที่สืบทอดกันมาเป็นวัฒนธรรม ที่แสดงออกในรูปแบบของพิธีกรรมและพิธีการ รวมไปถึงการสร้างบ้านเรือนที่ อยู่อาศัย การแต่งกาย การรับประทานอาหาร ภาษาพูด และการประกอบอาชีพที่ส่วนหนึ่งแสดงถึงความสามารถในเชิง ช่างสร้างงานฝีมือที่งดงาม คือหนึ่งในทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าของประเทศ

เมื่อก่อนนี้การเดินทางท่องเที่ยวในบ้านเรา เป็นเพียงการเดินทางไปในที่ต่าง ๆ เพื่อชมธรรมชาติที่บริสุทธิ์สวยงาม เป็นการพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น แต่ปัจจุบันทิศทางการท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในเส้นทางของการศึกษาและแลก เปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รูปแบบหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยม คือ การท่องเที่ยวในรูปแบบ “โฮมสเตย์” ที่ให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเข้าไปใช้ ชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกับคนในท้องถิ่น อยู่บ้านเดียวกัน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น ที่หมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช บ้านปราสาท จ.นครราชสีมา หมู่บ้านไทยทรงดำ จ.เพชรบุรี และหมู่บ้านโคกโก่ง จ.กาฬสินธุ์

การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ นักท่องเที่ยวจะได้ปฏิบัติตนเหมือนกับชีวิตประจำวันของชาวบ้าน เช่น เช้าขึ้นทำอาหาร เตรียมใส่บาตร สายหน่อยออกไปทำไร่ทำนา ปลูกผัก ผู้หญิงอาจอยู่บ้านทำงานฝีมือ ทอผ้า จักสาน ได้รับประทานอาหาร ท้องถิ่น ซึ่งอาจเก็บผัก ตกปลากันเอง ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนที่ต่างไปจากที่เราเป็นอยู่

ข้อควรปฏิบัติระหว่างท่องเที่ยว

1. หากเลือกเดินทางไปท่องเที่ยวในหมู่บ้านที่มีรูปแบบโฮมสเตย์ คือไปพักอาศัยอยู่กับชาวบ้าน เพื่อเรียนรู้ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ควรฝึกตนให้เป็นคนอยู่ง่าย รับประทานง่าย ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ หมู่บ้าน เคารพในสิทธิของเจ้าของพื้นที่ และไม่ทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อปฏิบัติของชุมชน ไม่ลบหลู่ ความเชื่อของผู้คนในท้องถิ่น

2. อาหารของบางท้องถิ่นอาจไม่เหมือนที่เราคุ้นเคย ขอให้เข้าใจว่าเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง อย่าพยายามฝืนให้เจ้าของสถานที่ปรุงแต่งเปลี่ยนรูปแบบเป็นรสชาติสากล เพราะจะไม่หลงเหลือความ เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น

3. การเข้าไปในแหล่งงานหัตถกรรม หมู่บ้านที่ผลิตงานหัตถกรรมต่าง ๆ ควรสนใจที่จะเรียนรู้ขั้นตอนการ ทำงานฝีมือนั้นด้วย เพื่อจะได้ทราบว่า งานฝีมือแต่ละชิ้นกว่าจะสำเร็จต้องใช้ความเพียรพยายามเพียงใด เพื่อความภาคภูมิใจที่จะได้เป็นเจ้าชิ้นงานสักชิ้นหนึ่ง

4. ศึกษาและเรียนรู้เรื่องราวที่พบเห็น เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ภาษาถิ่น การแต่งกาย ซึ่ง เป็นความแตกต่างของผู้คนแต่ละเผ่าพันธุ์ เพื่อการท่องเที่ยวของเราจะได้มีคุณค่ามากขึ้น

5. สิ่งของอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไม่ควรนำมาครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัว ควรเก็บไว้ในที่เดิม เพื่อ ให้เป็นสมบัติของส่วนรวมตลอดไป

6. ช่วยกันรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของคนในชนบท ด้วยการปฏิบัติตนตามคำแนะนำต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามา อย่าส่งเสริมให้มีการยึดถือวัตถุมากกว่าน้ำใจ เพื่อให้ความมีน้ำใจและความเอื้ออาทรยังคงอยู่เป็นเสน่ห์ ของสังคมไทยตลอดไป

ความหลากหลายด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวฮ่องกง

Ocean Park
ฮ่องกง เป็นเสมือนประตูที่เปิดไปสู่ประเทศจีน เสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก อาหาร และเป็นแหล่งช้อปปิ้งในเกาะแห่งนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาแวะเวียนได้เสมอ ในฮ่องกงนั้นแบ่งออกเป็น 4 เขตใหญ่ คือ เขตเกาลูน เขตเกาะฮ่องกง เขตนิวแทริทอรี่ส์ และหมู่เกาะรอบนอก เขตเกาลูนและเขตนิวแทริทอรี่ส์ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ทางตอนเหนือของอ่าววิคตอเรีย เกาะฮ่องกงเองตั้งอยู่ทางด้านใต้ของอ่าวตรงกันข้ามกับเกาลูน ส่วนหมู่เกาะรอบนอกนั้นหมายถึงบรรดาเกาะต่างๆกว่า 200 เกาะรอบๆบริเวณเกาะฮ่องกง

เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านแหล่งช้อปปิ้งราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แบรนด์เนมต่างๆ อุปกรณ์อิเลคทรอนิก ของเล่นเด็ก และขนมขบเคี้ยว มีสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำไม่ว่าจะเป็น Hong Kong Disneyland, Ocean Park, ชมวิวของเกาะฮ่องกงที่ Victoria Peak, การแสดงแสงสีเสียง Symphony of Light, Sky100 ตึกที่สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก มีวัดศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนิยมเดินทางมาขอพร ไม่ว่าจะเป็นที่พระใหญ่วัด Polin เดินทางด้วยกระเช้า Ngong Ping, วัดหวังต้าเซียน, เจ้าแม่กวนอิมที่อ่าว Repulse Bay นอกจากนั้นยังได้ลิ้มชิมรสสุดยอดอาหารจีนอร่อยๆอีกมากมาย

ฮ่องกงเป็นที่ตั้งของท่าเรือนานาชาติที่มีปริมาณการขนส่งสินค้ามากเป็นอันดับ 2 ของโลก รวมทั้งเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มูลค่าการซื้อขายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้นชาวฮ่องกงยังมีรายได้ต่อหัวสูงทัดเทียมประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว ความผูกพันทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งระหว่างฮ่องกงและจีนเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างการเจริญเติบโตและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้กับฮ่องกง เศรษฐกิจของฮ่องกงผูกพันอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจของจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจจีน-ฮ่องกง ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดเสรีตลาดจีนให้กับธุรกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของฮ่องกง อนุญาตให้สินค้าที่ผลิตในฮ่องกงแทบทุกชนิดสามารถส่งไปขายในจีนโดยไม่ต้องเสียภาษี นอกจากนี้จีนยังเปิดตลาดให้กับธุรกิจบริการของฮ่องกงอีก 10 ประเภท เช่น ธุรกิจบัญชี ก่อสร้าง การกระจายสินค้า ธนาคาร หลักทรัพย์ ท่องเที่ยว ขนส่ง เป็นต้น

ภาพลักษณ์ของฮ่องกงมีเสน่ห์ชวนหลงใหลตรงที่ความแตกต่างของสิ่งต่างๆเข้ากันได้อย่าน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นภาพที่เรือสำเภาไม้แบบโบราณล่องตัดผ่านกับเส้นขอบมหาสมุทร ตรอกซอกซอยเก่าๆที่อยู่หลังโรงแรมหรู บ้านอยู่อาศัยหลังเล็กๆ ของชาวเมืองที่อยู่ถัดไปจากตึกสูงระฟ้า ตลาดสดที่ขายของชำมากมายในขณะที่ผู้คนที่กำลังเดินจับจ่ายล้วนแต่มีเครื่องมือสื่อสารอันล้ำสมัย การผสมผสานของโครงสร้างพื้นฐานที่เยี่ยมยอด ระบบรถไฟฟ้าที่สะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกระดับสากล กับความละเอียดละไมในสไตล์ของชาวจีนทำได้อย่างลงตัว ทำให้ฮ่องกงสามารถนำเสนอสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

เรียนรู้กระบวนการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวแบบหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาของผู้คนที่สั่งสม สืบสาน ภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่และบริบทของสังคมวัฒนธรรม ซึ่งหมายรวมไปถึงการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และพัฒนาการของชุมชน แม้รูปแบบการท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ยังไม่เป็นที่นิยมชองนักนิยมของนักลงทุนเพราะอาจไม่สร้างผลกำไร แต่การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจะเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่เข้ามาช่วยเสริมความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของชุมชน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและสำนึกร่วมของชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาจากการเรียนรู้ศักยภาพชองตนเอง

การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจึงเป็นกระบวนการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น โดยให้ความสำคัญกับระบบความหมายและคุณค่าของวิถีชีวิตมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจ และมุ่งอธิบายความหมายของปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมอย่างเชื่อมโยงกับภูมินิเวศและกำกับด้วยภูมิธรรมที่ลึกซึ้ง อย่างไรก็ตามบริบทโลกาภิวัตน์และอำนาจทุนทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้หลายชุมชนต้องศูนย์เสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งการสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมนั้นย่อมหมายถึง การสูญเสียทั้งองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และภูมิธรรมที่บรรพบุรุษได้สั่งสมภายใต้เงื่อนไขภูมินิเวศ ในขณะเดียวกันย่อมหมายถึงว่าสังคมที่เข้มแข็งย่อมไม่ควรสูญเสียภูมินิเวศ ภูมิปัญญา และภูมิธรรมที่เป็นฐานรองรับวิถีวัฒนธรรม

การจัดตั้งองค์กรที่มีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยงเชิงวัฒนธรรม จึงมีความหมายต่อการจัดการองค์การความรู้อย่างเป็นกระบวนการเชื่อมโยง ทั้งระบบการรวบรวม การเรียนรู้ การถ่ายทอดและนำเสนอโดยตระหนักในระบบความหมายที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ความแตกต่างหลากหลายให้ดำรงอยู่อย่างสมดุล ดังนั้นการจัดตั้งศูนย์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ครอบคลุมการจัดการองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน จึงมีความสำคัญต่อแนวคิดการพัฒนาจากฐานทางวัฒนธรรมซึงเป็นแนวคิดในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วัฒนธรรมของแหล่งท่องเที่ยวในลอนดอนและตามสถานที่ต่าง ๆ

2

ใครที่หมายมั่นปั้นมือจะไปเยือนกรุงลอนดอน โปรดทราบโลกกลม ๆ ใบนี้เล็กลงขึ้นทุกวันการจะโบยบินไปทำฝันให้เป็นจริงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แค่มีใจกับเวลาไม่กี่วัน (บวกตังค์ติดกระเป๋าอีกนิดหน่อย) คุณก็สามารถไปทำเก๋เป็นลอนดอนเนอร์กับเขาได้แล้วการเดินทางสายการบินที่บินตรงกรุงเทพ-ลอนดอน มีให้เลือกหลากหลาย รักใครชอบบริการสายการบินไหนก็เลือกตามสะดวก ลอนดอนมีสนามบินใหญ่ ให้เลือกว่าจะลงที่ London Heathrom หรือ Gatwick ซึ่งทั้ง 2 แห่งมีรถไฟสายตรงเข้าลอนดอน แต่ขอแนะนำ Gatwick นอกจากจะไม่จอแจวุ่นวาย เหมือน Heathrom แล้ว ยังอยู่ใกล้เมืองกว่าอีกด้วย และที่ชอบที่ซู๊ดคือค่าตั๋วเครื่องบินจะถูกกว่าถ้าเลือกลงที่นี่พอลงเครื่องปุ๊บ ก่อนจากแอร์พอร์ต ก็อย่าลืมมองหาบู้ธ Information ที่มีโบร์ชัวร์รายละเอียด สถานที่ท่องเที่ยวตารางการเดินรถ ทั้งรถเมล์ รถไฟ เป็นประโยชน์ ช่วยร่นเวลามากทีเดียว

แหล่งท่องเที่ยวในลอนดอนมีอยู่ยุ่บยั่บไปหมด ประมาณว่าถ้าจะเที่ยวให้ทั่วต้องอยู่ซัก 5-7 วันขึ้นไป และถ้าไม่อยากหมดตัวเพราะค่าแท็กซี่ ควรอย่างยิ่งที่จะหาชื้อ Travel Card บัตรโดยสารที่ใช้ได้ทั้งรถเมล์ และรถไฟใต้ดินที่ลอนดอนเนอร์เขาเรียกกันว่า Tube บัตรนี้เริ่มใช้ได้ตั้งแต่เก้าโมงครึ่งไปจนถึงเที่ยงคืน สนนราคาก็เริ่มตั้งแต่สี่ปอนด์ครึ่งจนถึงหกปอนด์ และเพื่อไม่ให้เสียชื่อเมืองที่มีค่าครองชีพแพงสุดในยุโรป ราคาที่ว่านี่จึงเป็นแบบวันต่อวัน ไม่ใช่สามวันห้าวันอย่างเมืองอื่นเขา ทริปนี้ขอพาคุณกวาดลอนดอนรวบรัดในสามวันไปก่อนด้วยสถานที่มิควรพลาดดังต่อไปนี้British Museium ถือเป็นอีกหนึ่งเจ้าหญิงที่ทั้งสวยทั้งฉลาดของลอนดอนที่นี่คือหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก เทียบชั้นได้กับ Louver ของปารีส และ The Metropolitan ของนิวยอร์ค ปกติแล้วเขาไม่เก็บค่าเข้าแต่ถ้าใช้บริการทัวร์ ก็จะได้ทั้งความรู้และประหยัดเวลา เพราะเพียงแค่ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ค่าไกด์แปดปอนด์บริการทัวร์มีทุกวันตอบสิบโมงครึ่งBuckingham Palace ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือการเปลี่ยนเวรยามของราชองครักษ์ (Changing the Guard) ที่จะเริ่มประมาณ 11 โมงครึ่งถ้าจะให้ดีควรไปจองที่เล็งกันตั้งแต่ 10 โมงเช้านู่น อ้อ ถ้าเป็นช่วงสิงหาคม-กันยายนจะมีการเปิดให้เข้าชมภายในพระราชวังด้วย ค่าเข้าชมก็คนละ 13 ปอนด์

 

คุณค่าจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

การท่องเที่ยวนับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ได้นำเอาวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและยุโรปที่ต่างสนใจที่จะเรียนรู้วัฒนธรรม มรดกทางประวัติศาสตร์ เยี่ยมชมงานสถาปัตยกรรม และสัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในประเทศนั้น โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียและแอฟริกา รวมถึงซื้อของที่ระลึกที่เป็นงานหัตถกรรมละงานฝีมือที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในประเทศนั้น โดยประเทศต่างๆได้เล็งเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในการสร้างรายได้ให้กับประเทศของตนอย่างมหาศาล จึงนำวัฒนธรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ของประเทศ

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เป็นการศึกษาหาความรู้ในพื้นที่หรือบริเวณที่มีคุณลักษณะที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีการบอกเล่าเรื่องราวในการพัฒนาทางสังคมและมนุษย์ผ่านทางประวัติศาสตร์อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม องค์ความรู้ และการให้คุณค่าของสังคม โดยสถาปัตยกกรมที่มีคุณค่าหรือสภาพแวดล้อมอย่างธรรมชาติที่สามารถแสดงออกให้เห็นถึงความสวยงามและประโยชน์ที่ได้รับจากธรรมชาติ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม หรือขนบธรรมเนียมประเพณี

การสร้างสรรค์การท่องเที่ยวโดยวางอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นหรือทุนทางวัฒนธรรมสามารถทำได้โดยหยิบยกเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ ศิลปะท้องถิ่น ดนตรีพื้นบ้าน วิถีความเป็นชุมชน วรรณกรรม สถาปัตยกรรมหัตถกรรม ความงดงามของฝีมือช่าง และอื่นๆ มาจัดการให้เกิดความน่าสนใจสอดคล้องตามคุณค่าของชุมชนหรือเมือง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ตรงผ่านการเรียนรู้ผ่านทางการท่องเที่ยว เป็นต้นว่าการได้ใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นการแสดงหรือเป็นสร้างขึ้นมา เช่น นักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวและมาสัมผัสกับวิถีชีวิตของการเป็นชาวนา ได้มีโอกาสที่ร่วมทำนากับชาวบ้านที่ยังคงรักษาชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย หรือการที่นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสมาพักโฮมเสตย์ ในชุมชน พร้อมกับได้เรียนรู้วิธีการประกอบอาหารท้องถิ่น เรียนรู้วิธีการทำขนมไทย เป็นต้น

การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจึงเป็นกระบวนการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น โดยให้ความสำคัญกับระบบความหมายและคุณค่าของวิถีชีวิตมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจ และมุ่งอธิบายความหมายของปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมอย่างเชื่อมโยงกับภูมินิเวศและกำกับด้วยภูมิธรรมที่ลึกซึ้ง อย่างไรก็ตามบริบทโลกาภิวัตน์และอำนาจทุนทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้หลายชุมชนต้องศูนย์เสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งการสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมนั้นย่อมหมายถึง การสูญเสียทั้งองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และภูมิธรรมที่บรรพบุรุษได้สั่งสมภายใต้เงื่อนไขภูมินิเวศ ในขณะเดียวกันย่อมหมายถึงว่าสังคมที่เข้มแข็งย่อมไม่ควรสูญเสียภูมินิเวศ ภูมิปัญญา และภูมิธรรมที่เป็นฐานรองรับวิถีวัฒนธรรม

วัฒนธรรมในการท่องเที่ยวของประเทศออสเตรเลีย

australia

วัฒนธรรมออสเตรเลียมีพื้นฐานอยู่บนเรื่องราวของนักต่อสู้ เจ้าหน้าที่ดูแลป่า และทหารผู้กล้า  เรื่องราวของวีรบุรุษนักกีฬา วีรบุรุษนักทำงาน และนักอพยพผู้กล้า  ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของความเสมอภาค ชีวิตกลางแจ้งอันวิเศษ และการมีน้ำใจต่อผู้ถูกเย้ยหยัน  ปัจจุบัน ออสเตรเลียยังนิยามตัวเองว่าเป็นมรดกของชาวอะบอริจิน การผสมผสานทางวัฒนธรรมอันมีสีสัน นวัตกรรมทางความคิด และแหล่งศิลปะอันรุ่งเรือง

ยุคความฝัน Dreamtime คือ ‘ห้วงเวลาก่อนการเกิดเวลา’ อันศักดิ์สิทธิ์ของการสร้างโลก  ตามความเชื่อของชาวอะบอริจิน บรรพบุรุษวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ขึ้นมาจากใต้พื้นโลก และลอยลงมาจากฟากฟ้าเพื่อปลุกโลกที่มืดมนและเงียบงันให้ตื่นจากหลับไหล  พวกเขาสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่าง ๆ หลอมรวมบรรดาภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ และแอ่งน้ำทั้งหลายเข้าด้วยกันจนอยู่ในรูปมนุษย์และสัตว์  บรรพบุรุษวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เชื่อมโยงอดีตกาลโบราณนี้เข้ากับปัจจุบันและอนาคตผ่านทุกแง่มุมของวัฒนธรรมอะบอริจิน  ศิลปะการเขียนภาพบนหิน งานฝีมือ และงานเขียนสีบนเปลือกไม้ แสดงให้เห็นเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับยุคความฝัน แสดงขอบเขตดินแดน และบันทึกประวัติศาสตร์ ในขณะที่บทเพลงต่าง ๆ บอกถึงการเดินทางในยุคความฝัน โดยแสดงแหล่งน้ำและสถานที่สำคัญ ๆ ไว้เป็นคำพูด  บทกวีพิเศษของพวกเขาได้รับการสืบสานเรื่อยมาโดยไม่เปลี่ยนแปลงนับเป็นเวลาอย่างน้อย 50,000 ปี และบ่อยครั้งจะประกอบด้วยเสียงเคาะไม้ให้จังหวะ หรือเสียงทุ้มต่ำของขลุ่ยไม้ดิดเกอร์ริดู (Didgeridoo)  ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ ระบำพื้นเมืองเผยให้เห็นตำนานการสร้าง แสดงการกระทำของวีรบุรุษแห่งยุคความฝัน และแม้แต่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้

ชาวออสเตรเลียศรัทธาในความเป็นเพื่อนแท้และ ‘ความเสมอภาค’ และมีความเมตตาอย่างมากต่อผู้ตกเป็นเบี้ยล่างหรือ ‘นักต่อสู้’ ค่านิยมเหล่านี้มีที่มาจากบรรดานักโทษและชาวอาณานิคมในช่วงแรกซึ่งต้องต่อสู้ในดินแดนที่ยากลำบากและไม่คุ้นเคย และบ่อยครั้งที่ต้องต่อสู้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ไม่มีความเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ดูแลป่าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของออสเตรเลีย Ned Kelly เป็นผู้ต่อต้านความยากจนและความไม่ยุติธรรมในระบบชนชั้นของอังกฤษซึ่งติดตามมายังออสเตรเลียพร้อมกับบรรดานักโทษ

วัฒนธรรมไทย คือสินค้าชิ้นเอกของการท่องเที่ยวสร้างสรรค์

การท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น นับว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ ดังนั้น การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการจัดการวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว (Creative Tourism and Cultural Development) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสื่อความหมายของวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้สามารถถ่ายทอดคุณค่าและมีความหมายทางสัญลักษณ์ อันบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่ต่างกันออกไปของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญทางการท่องเที่ยว โดยวัฒนธรรมสามารถสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดวัฒนธรรมให้คงอยู่

เรื่องราวประวัติศาสตร์เกิดจากการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมร่วมกัน จากชุมชนเล็กๆ ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ต้องไปเกี่ยวข้องกับชุมชนที่อยู่ห่างไกล ทั้งความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ การละเล่น ดนตรีพื้นบ้าน บทกลอน อาหาร ประเพณี งานฝีมือช่าง งานศิลป์ ฯลฯ ซึ่งได้มีการถ่ายทอดวัฒนธรรมและสืบสานเป็นมรดกตกทอดนับรุ่นต่อรุ่น จากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมได้ทำหน้าที่เป็นรากฐานความมั่นคงของท้องถิ่น

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมมาแต่โบราณ มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ เป็นศูนย์กลางทางการค้าของภูมิภาค มีการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ และด้วยอุปนิสัยของคนไทยที่เป็นคนเปิดกว้าง เรียนรู้ ทำให้เราสามารถหล่อหลอมวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาเป็นเป็นส่วนหนึ่งของเรา ประเทศไทยจึงมีมิติที่ลึกซึ้งทางวัฒนธรรม ให้เราสามารถสืบค้นวิวัฒนาการจากวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ปรากฏเพียงแค่กลุ่มเล็กๆ ไปสู่วัฒนธรรมผสมที่มีรากร่วมกันอยู่ ยกตัวอย่างเช่น วัฒนธรรมดั้งเดิมจะเห็นได้จากตุ๊กตาสังคโลก หรือตุ๊กตาดินเผาสมัยสุโขทัย หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏเป็นตุ๊กตาแม่อุ้มลูก เปลือยอก นุ่งผ้าถุงลายดอก ที่ใบหน้ามีก้อนกลมๆ ติดอยู่ที่แก้ม สื่อถึงการเลี้ยงดูบุตร การแต่งกาย และการเคี้ยวหมาก และปรากฏเป็นตุ๊กตาชาวจีน สื่อถึงประวัติศาสตร์การค้าขายร่วมกันกับชาวจีน และการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนก่อนจะเป็นสยามประเทศ

การจัดการการการท่องเที่ยวที่ปรับเข้าสู่การท่องเที่ยวสร้างสรรค์นั้น ต้องอาศัยความเข้มแข็งของของชุมชน โดยชุมชนจะมุ่งเน้นนำเสนอรูปแบบของกิจกรรม (Cultural Activity) ที่มีความหลากหลาย เช่น การชมการละเล่น การร้องเพลง การฟังดนตรีพื้นเมือง การชมภาพเขียน จิตรกรรม การนำชมพิพิธภัณ์ท้องถิ่น นำชมโบราณสถาน หรือการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมประเพณี พิธีกรรมพื้นบ้าน ซึ่งในแต่ละภาคของประเทศนั้นมีเอกลักษณ์ ที่นำเสนอออกมาได้แตกต่างกันตามความแตกต่างของวัฒนธรรมพื้นบ้าน คติความเชื่อ สิ่งศักด์สิทธิ์ เช่นประเพณีแต่งงาน ประเพณีบุญทางศาสนา ดังนั้น การอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ให้สูญหาย  หรือถูกลืมเลือนไป จึงเป็นการก้าวไปข้างหน้า และเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศไทย เนื่องด้วยเพราะประเทศไทยมีความเป็นอัตลักษณ์สูง (Authenticity) และนี่คือสินค้าชิ้นเอกทางการท่องเที่ยว

ในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รู้จักกับชุนชนในระดับที่ลึกกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปในรูปแบบที่เคยชิน โดยให้ความสนใจกับสินค้าทางวัฒนธรรม เพื่อให้ตนเองได้รับประสบการณ์(Experience) ที่แปลกใหม่ ทั้งประสบการณ์ตรงที่สามารถจับต้องได้และประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการรับรู้ แต่ไม่สามารถจับต้องได้ ฉะนั้น การจัดการวัฒนธรรมจึงเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของการพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญและเป็นปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จในการสร้างคุณค่า ความทรงจำ สำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชนเอง