เมืองโบราณชิงเอี๋ยน วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ยาวนาน

เมืองโบราณชิงเอี๋ยน วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ยาวนาน

เมืองโบราณชิงเอี๋ยน วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ยาวนาน

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม และแสดงถึงสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนในประเทศนั้นๆ ได้ดีที่สุดคือ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ความน่าสนใจของประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นที่น่าจับตามองมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ ประเทศจีน

จีนเป็นประเทศที่มีระบบบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวได้ดีประเทศหนึ่ง สามารถทำรายได้ เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวในปี 2557 ได้มากกว่า 3 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 17 ล้านล้านบาท เหตุผลสำคัญเกิดมาจาก รัฐบาลจีนเข้าใจในจริตของชาวจีนและจริตของชาวต่างชาติ โดยพบว่าสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งของจีน มีการผสมผสานกันอย่างลงตัว ระหว่างประวัติศาสตร์และร้านค้าสมัยใหม่ ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวชาวจีนตามลำดับ ดังเช่น เห็นได้จากเมืองโบราณชิงเอี๋ยน

เมืองโบราณชิงเอี๋ยน ตั้งอยู่ที่ตำบลชิงเอี๋ยน ตำบลเขตฮัวซี นครกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว ในอดีตสถานที่แห่งนี้ คือ ใจกลางนครกุ้ยหยาง อีกทั้งยังเคยเป็นเมืองยุทธศาสตร์เดิมของนครอีกด้วย ผู้เยี่ยมชมสามารถพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้เด่นชัด เช่น เดิมกำแพงเมืองสร้างด้วยดิน ต่อมาเปลี่ยนเป็นอิฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญและความสำคัญของเมืองที่มีมากขึ้น หรือการที่ประตูเมืองหันหน้าไปทางทิศใต้ ที่ซึ่งเป็นพื้นที่สูง โดยชาวจีนโบราณมีความเชื่อว่า หากประตูอยู่สูงกว่าเมือง เมืองนั้นๆ จะพบแต่สงบสุข เป็นต้น ภายในเมืองโบราณชิงเอี๋ยนก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน บ้านเรือนจำลองและทางเดิน สะท้อนวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของชาวจีนโบราณได้ชัดเจน เช่น บ้านซึ่งบิดาของนายโจว เอินไหล ได้เคย พักอาศัย ก็จะเห็นได้ชัดว่า เหนือประตูทางเข้าบ้าน จะเห็นไม้แกะสลักขนาดใหญ่ 2 ชิ้น วางเรียงกัน สะท้อนความสำคัญของบ้านดังกล่าว ซึ่งก็สร้างอยู่บนเนินเขา มองเห็นบ้านอื่นๆ ในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เจ้าของบ้านเป็นผู้ที่มีฐานะดีมากและมีความสำคัญในหมู่บ้านนั้น

ภายในเมืองโบราณฯ ยังเปิดให้เข้าชมบ้านโบราณของขุนนาง และจอหงวนในสมัยอดีต ที่ซึ่งจะพบเครื่องแต่งกายในอดีต สถาปัตยกรรมในอดีต รวมถึงบรรยากาศโบราณที่ไม่เปลี่ยนผันไปตามยุคสมัย ทำให้ผู้เยี่ยมชมรู้สึกว่าตนอยู่ในยุคสมัยนั้นจริงๆ นอกจากบ้านเรือนจะมีความเป็นเอกลักษณ์และแฝงเป็นนัยให้เข้าใจด้วยประวัติศาสตร์แล้ว ทางเดินถนนก็มีลักษณะเด่นเช่นกัน คือ ถนนภายในเมืองนั้นมีลักษณะคดเคี้ยว ซึ่งสะท้อนลักษณะนิสัยชาวจีนที่ไม่ชอบพูดตรงๆ ชอบพูดจาอ้อมไปอ้อมมา เพื่อให้ผู้ฟังตีความเอง

ร้านค้าสไตล์โบราณที่สร้างขึ้นภายในเมืองโบราณนั้น ยิ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างบรรยากาศและความคึกคักให้กับเมืองโบราณได้เป็นอย่างดี มีทั้งร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าโบราณและสินค้าพื้นเมือง เช่น ขนมโบราณ อาหารพื้นเมือง (ขาหมู พะโล้ และข้าวต้ม) หัตถกรรมพื้นเมือง ผ้ามัดย้อม พัดนกกระเรียน (พัดที่ขงเบ้งใช้) งานเขียน งานแกะสลักไม้ สมุนไพร รากไม้ น้ำตาลปั้น ดนตรีพื้นเมือง หยก พริกเต้าเจี้ยวน้ำมัน น้ำตาลกุหลาบ รองเท้าโบราณ ทำนายดวงชะตา เป็นต้น

ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าร่วมสมัยและสินค้าจากต่างประเทศ เช่น ของเล่น กระเป๋านำเข้าจากต่างประเทศ เครื่องประดับ ผ้าบูติก ร้านอาหารสมัยใหม่ ชา กาแฟ ผลไม้ ของตกแต่ง เนื้อตากแห้ง สบู่รูปทรงต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีร้านค้ารูปแบบใหม่ เช่น สปาเท้าด้วยปลา ร้านเล่นเกมยิงธนู ร้านให้เช่าชุดเครื่องแต่งกายท้องถิ่นโบราณเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เป็นต้น

เรื่องราวเหล่านี้และความน่าสนใจของเมืองโบราณ ก่อให้เกิดความคึกคักของธุรกิจการค้าภายในเมืองโบราณชิงเอี๋ยน จนมีคำกล่าวของชาวเมืองว่า หากจะเริ่มลงทุนธุรกิจให้มาเริ่มที่เมืองโบราณ ก่อน เพราะมีผู้เข้าชมจำนวนมาก และเป็นการยากที่ธุรกิจใหม่ในสถานที่ซึ่งผู้คนยังไม่รู้จัก เช่นเดียวกับกระแสความนิยมภาพยนตร์ Lost In Thailand ที่ทำให้ไทยมีนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่มากเป็นพิเศษ ที่เมืองโบราณแห่งนี้ก็เช่นกัน ได้มีการถ่ายทำภาพยนตร์โดยมีนักแสดงชื่อดังนำแสดง ส่งผลให้สถานที่แห่งนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การท่องเที่ยวไทยที่เน้นการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยววิถีไทยให้เป็นจุดขายโดยไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่ไทยเรายังไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการพื้นที่ทางประวัติศาสตร์เหล่านั้น ทางการจีนก่อสร้างฟื้นฟูบูรณะสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของประเทศ ด้วยการผสมผสานประวัติศาสตร์กับความสะดวกสบายทันสมัย จนทำให้ผู้เข้าชมเมืองโบราณมีความรู้สึกว่า ผู้เยี่ยมชมเดินอยู่ในเมืองโบราณของจีน

บางสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของจีน มีพื้นที่ไม่กว้างใหญ่นัก แต่จีนเพิ่มคุณค่าด้วยการสร้างร้านค้า ถนน และสิ่งก่อสร้างใหม่ขึ้นมารอบบริเวณ โดยให้มีสถาปัตยกรรมที่มีความความสอดคล้องกัน โดยยึดหลักเอาของใหม่มาผสมผสานกับของเก่า ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นมีเสน่ห์ เท่ เก๋ และดึงดูด โดยมีส่วนผสมของวัฒนธรรมท้องถิ่น และวัฒนธรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

จากแนวทางของการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวในจีนข้างต้น สามารถเป็นกรณีศึกษาที่ดีให้ไทยปรับใช้ให้เหมาะสมกับศิลปะ วัฒนธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของไทย รวมถึงจริตของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่นิยมเข้ามาท่องเที่ยววิถีไทยในประเทศไทย เพื่อให้ก่อเกิดประโยชน์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของไทย ที่เน้นการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยววิถีไทยให้เป็นจุดขายอีกด้วย

การสืบทอดประเพณีบุญบั้งไฟขึ้นในทุกๆปีก่อนฤดูเก็บเกี่ยว

050510_travel-RocketFestival_08บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานหรือบุญเดือนหก ซึ่งเป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสาน ช่วงฤดูฝนเข้าสู่การทำนา ตกกล้า หว่าน ไถ เพื่อเป็นการบูชาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เหมือนกับการแห่นางแมวของคนภาคกลาง โดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสาน เรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลและมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆเดือนหกหรือพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี ด้วยความเชื่อตามเรื่องเล่านี้จึงทำให้ชาวอีสานทำบั้งไฟทุกปีเพื่อเตือนพญาแถน

เดือนหกทำบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝน และจะมีงานบวชนาคพร้อมกันด้วย การทำบุญเดือนหกเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำเอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหารเหล้ายามาเลี้ยงโดยไม่คิดมูลค่า เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ การเซิ้งจะกระทำด้วย ความสนุกสนาน ไม่มีการทะเลาะวิวาท คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่ก็ไม่ถือสาหรือคิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด ส่วนการทำบุญวิสาขบูชานั้นก็มีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็น มีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ

ถึงแม้ว่าความเชื่อถือด้านเทวดาผู้ซึ่งเป็นเจ้าแห่งฝนในปัจจุบันได้ลดน้อยกว่าในสมัยก่อน แต่ชาวลาวยังคงยึดถือจารีตประเพณีดั้งเดิมนี้ด้วยการสืบทอดจากการเตรียมบุญบั้งไฟขึ้นในทุกๆปีก่อนฤดูเก็บเกี่ยวควบคู่กับการจัดเตรียมบั้งไฟต่างๆของบุญนี้ ประเพณีต่างๆทางศาสนาพุทธ เช่น การสูตรรดน้ำมนต์โดยเจ้าอาวาสวัดยังได้ถูกจัดขึ้นพร้อมๆกัน บุญบั้งไฟเป็นบุญประเพณีที่มีความหมายว่า ชาวไร่ชาวนาได้ทำการบูชาขอฝนจากพระยาแถน นอกจากนี้แล้วบุญบั้งไฟยังเป็นวิธีเดียวที่มนุษย์ใช้สื่อสารกับเทวดาเพื่อเป็นการขอฝน ปัจจุบันบุญบั้งไฟถือเป็นประเพณีที่ให้สาระของความสนุกสนานที่แฝงไว้ด้วยความเชื่อถือศรัทธาที่มีมาอย่างยาวนาน กิจกรรมทั้งหมดของประเพณีนี้ได้ถ่ายทอดความรู้สึก ภูมิปัญญาของชุมชนในเรื่องเทคโนโลยีพื้นบ้าน การเลือกไม้ไผ่มาทำบั้งไฟ การตัดไม้ไผ่โดยไม่เป็นอันตราย การบรรจุดินปืนลงกระบอกไม้ไผ่ ล้วนเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมสืบกันมา การตกแต่งบั้งไฟเป็นงานศิลปะ การเซิ้ง การรับลำ และความเชื่อในผีแถน

การท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ (British Museum) เป็นที่รวบรวมศิลปวัตถุอันล้ำค่าที่ยากจะประเมิน และถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็ว่าได้ โดยจะรวบรวมวัตถุโบราณจากทั่วโลกทุกยุคทุกสมัย เพื่อแสดงถึงอารยธรรมของมวลมนุษยชาติอย่างครบถ้วนที่สุด ผ่านห้องจัดแสดงที่มีมากกว่า 100 ห้อง บริติชมิวเซียมเป็นแหล่งรวบรวมวัตถุต่างๆ จากทุกทวีป จำนวนกว่า 7 ล้านชิ้น ซึ่งล้วนมีชื่อเสียง และมีการบันทึกเรื่องราวของวัฒนธรรมมนุษน์จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน วัตถุจำนวนมากถูกเก็บไว้ในชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากไม่มีเนื้อที่เพียงพอ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของอังกฤษ เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมีโบราณวัตถุที่เก็บไว้ที่นี่มากมาย รวมถึง หิน Rosetta มี่โด่งดัง มัมมี่โบราณของอียิปต์ และรูปปั้นเลื่องชื่อของกรีก ที่สำคัญที่สุดคือ ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ย่อยๆและแกลเลอรี่อีกหลายแห่งในพื้นที่เดียวกัน ให้เดินชมและศึกษา คือ Natural History Museum, the Science Museum, the National Gallery, the Tate Modern and Tate Britain สามารถเข้าชมได้ฟรี
…continue reading การท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ

เรียนรู้วัฒนธรรม มารยาท ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น

เป็นเรื่องธรรมดาที่ก่อนจะเดินทางไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมือง เราจะต้องมีการเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าจะประเพณี วัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงกฎระเบียบหรือข้อห้ามต่าง ๆ เพื่อจะได้ท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานตลอดทริป และสำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะไป “เที่ยวญี่ปุ่น” ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรู้ข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ เอาไว้ด้วย เพราะต้องยอมรับเลยว่าบางครั้งบางคราวเราอาจจะทำอะไรที่ผิดหู ผิดตา หรือผิดมารยาทในสังคมของคนญี่ปุ่นไปบ้าง ดังนั้น วันนี้จึงหยิบเอา “มารยาทควรรู้ ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น

ตั้งแต่มีการยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวญี่ปุ่นในปีที่ผ่านมา ก็มีนักท่องเที่ยวชาวไทยหลั่งไหลไปเที่ยวญี่ปุ่นมากมายเลยทีเดียว ซึ่งคนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่เคร่งเรื่องมารยาทและมีธรรมเนียมในชีวิตประจำวันมากเสียหน่อย จนอาจจะมีบางครั้งที่นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ ไปทำผิดมารยาทเขาโดยไม่รู้ตัวบ้าง ตามภาษิตเขาสอนว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม” เพราะฉะนั้น เราจึงควรเรียนรู้มารยาทญี่ปุ่นกันเอาไว้ก่อนไปลุย ทราบเอาไว้จะได้ไม่ถูกเจ้าถิ่นมองว่าเราเป็นชนชาติเสียมารยาทเอาได้ค่ะ

คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีมารยาทมากค่ะ พนักงานตรวจตั๋วของรถไฟ จะโค้งทำความเคารพผู้โดยสารทุกคน ทุกโบกี้ ทุกครั้งที่ตรวจตั๋วเสร็จ น่ารักมาก ๆ เลยค่ะ

เริ่มจากมารยาทบนรถไฟและการเดินทาง ซึ่งการไปเที่ยวญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่เที่ยวเองนี้ ยังไง้…ยังไงก็หนีไม่พ้นกิจกรรมขึ้นรถ (บัส) ลงรถไฟ (ใต้ดิน) เพื่อเดินทางไปไหนมาไหนแน่ ๆ มารยาทการโดยสารรถเดินทางในญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ !

1. เมื่ออยู่ในญี่ปุ่น ขึ้นบันไดเลื่อนต้องยืนฝั่งใดฝั่งหนึ่งของบันไดเลื่อนเท่านั้น ไม่ว่าจะในห้างสรรพสินค้า ในอาคาร สถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่ในสถานีรถไฟหรือสนามบิน ก็จะมีมารยาทการขึ้นบันไดเลื่อนสไตล์ญี่ปุ่นค่ะ คือ จะต้องยืนชิดราวฝั่งใดฝั่งหนึ่งของบันไดเท่านั้น เหลือที่ว่างเอาไว้สำหรับคนที่เร่งรีบให้ไปก่อนได้ (ถ้าเรารีบก็ไปก่อนได้นะคะ แต่อย่ายืนขวางก็พอค่ะ) หากอยู่ในภูมิภาคคันโต (ภูมิภาคที่มีโตเกียว) จะยืนชิดทางซ้าย ส่วนภูมิภาคคันไซ (ภูมิภาคที่มีเกียวโต) จะยืนชิดขวา แต่ก็มีบางที่เหมือนกันที่ไม่ได้ยึดตามนี้ เอาเป็นว่าถ้าจำไม่ได้ก็ตามน้ำคนข้างหน้าไปโลด

2. ไม่ยืนหรือนั่งเกะกะขวางทางบนสถานีและประตูรถ ให้คนข้างในรถออกก่อน อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศญี่ปุ่นนี้เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร่งรีบมากค่ะ คนที่นี่จะตรงต่อเวลากันมาก และไม่อยากเสียเวลาโดยไม่จำเป็น (เพราะขบวนรถไฟของเขาตรงเป๊ะ ชนิดไม่พลาดแม้สักนาที ! พลาดเป็นพลาดนะเออ !) ถ้าใครนั่งหรือยืนขวางก็จะส่งผลกระทบต่อเวลาของเขามากค่ะ นอกจากนี้ เวลายืนรอรถก็ควรต่อแถว และรอให้คนข้างในออกก่อน ถ้าหากประตูรถไฟกำลังจะปิด ต่อให้มาถึงเกือบทัน ก็ห้ามแทรกตัวเข้าไปขวางในประตูนะคะ เพราะประตูจะหยุดชะงัก และอาจทำให้รถไฟเลท ส่งผลต่อเวลาการเดินทางของคนอื่นแน่นอนค่ะ

3. ไม่ทานอาหาร ไม่แต่งหน้า ไม่ถ่ายรูป ไม่คุยเสียงดัง ไม่คุยโทรศัพท์ ไม่สูบบุหรี่ บนรถไฟ เมื่อขึ้นมาถึงขบวนแล้ว คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่ชอบความสงบ จึงไม่มีการพูดคุยกันบนรถไฟ คนญี่ปุ่นแต่ละคนขึ้นมาบนขบวนแล้วก็จะนั่งเงียบ ๆ ฟังเพลงบ้าง อ่านหนังสือบ้าง เพราะฉะนั้น เราไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ไม่ควรไปรบกวนความสงบของเขาค่ะ งดทานอาหารบนรถไฟใต้ดิน งดแต่งหน้า ถ่ายรูป พูดคุยเสียงดัง และไม่คุยโทรศัพท์ด้วยค่ะ (แต่ถ้าแค่เล่นเน็ตหรือส่ง SMS ยังได้นะคะ แต่ต้องปิดเสียงไว้) หากอยู่บนรถไฟธรรมดาแล้วมีเรื่องจำเป็นต้องใช้เสียงจริง ๆ ก็ต้องลองเดินหาโซนใช้เสียงท้ายขบวนดูค่ะ

เรื่องอาหารการกินระหว่างเดินทาง หากเป็นรถไฟชินคันเซน หรือรถไฟสายออกนอกเมืองสามารถทานได้ (สังเกตจากโต๊ะพับบริเวณพนักพิง หรือมีคนขายอาหารบนรถไฟเลย ถ้าเห็นแบบนี้แสดงว่ากินได้ชัวร์) แต่รถไฟใต้ดินหรือรถไฟที่มีระยะทางสั้น ๆ ห้ามทานนะจ๊ะ

ส่วนเรื่องบุหรี่ ที่สถานีมีห้องสูบบุหรี่ให้อยู่แล้วนะคะ ต้องสูบให้เสร็จก่อนจะขึ้นรถไฟ พอขึ้นไปบนโบกี้แล้วห้ามสูบเหมือนบ้านเราเลยค่ะ

4. ต้องเหลือที่นั่งพิเศษ (มีป้ายบอกหรือสีที่นั่งที่แตกต่างจากปกติ) เอาไว้สำหรับคนท้องหรือคนชรา ที่ญี่ปุ่นไม่มีธรรมเนียมลุกให้นั่ง (บางครั้งถ้ามีคนลุกให้แล้วคนญี่ปุ่นจะรู้สึกเหมือนโดนหาว่าแก่ เลยไม่นั่งซะงั้น) เพราะเขามีการกันที่นั่งพิเศษเอาไว้สำหรับผู้มีครรภ์ ผู้ปกครองที่มีเด็กทารกเดินทางด้วย ผู้พิการ คนชรา และผู้มีอาการป่วยทางหัวใจ (ไม่ใช่อกหัก !) ค่ะ ปกติคนทั่วไปจะไม่ค่อยไปนั่งที่ตรงนั้น เพื่อเหลือที่เอาไว้ให้บุคคลเหล่านี้ค่ะ แต่ถ้าเผลอนั่งไปแล้ว มีคนต้องการก็อย่าลืมลุกให้ล่ะ อ้อ บริเวณที่นั่งพิเศษนี้ต้องปิดโทรศัพท์มือถือด้วยนะคะ (โซนนี้แค่ปิดเสียงไม่ได้ เพราะอาจกระทบต่อผู้ป่วยโรคหัวใจค่ะ)

5. หนุ่ม ๆ จงระวัง ! บางช่วงเวลาจะมีโบกี้สำหรับผู้หญิงเท่านั้น ช่วงเวลาเร่งด่วนในตัวเมือง จะมีรถไฟขบวนพิเศษมีโบกี้สำหรับบริการสุภาพสตรีเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อลดการก่ออาชญากรรมหรือล่วงละเมิดทางเพศสตรี เพราะฉะนั้น หนุ่ม ๆ ที่จะเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นก็ต้องสังเกตป้าย Woman Only 女性専用車両 กับสีชมพูของโบกี้ให้ดี ถ้าเข้าผิดมีเงิบแน่ ๆ

การท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม เติบโตอย่างรวดเร็ว

ท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อความสนใจพิเศษที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมค่อนข้างมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวมักสนใจและต้องการเข้าใจวัฒนธรรมของประเทศอื่นที่แตกต่างไปจากตน โดยผ่านการชมหรือสัมผัสศิลปะวัฒนธรรมแขนงต่างๆ ซึ่งหมายรวมถึง ศิลปะทุกแขนงทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม หัตถกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ตลอกจนมรดกทางประวัติศาสตร์ซึ่งหมายถึง โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ซึ่งความสนใจต่อสิ่งเล่านี้เป็นพื้นฐานความสนใจดั้งเดิมของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว

การท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรม มีความคล้ายคลึงกับการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมพื้นถิ่น ซึ่งเป็นรูปแบบของการท่องเที่ยว เพื่อความสนใจพิเศษอีรูปแบบหนึ่งที่จะได้กล่าวถึงต่อไป อย่างไรก็ดีการท่องเที่ยวทั้งสองรูปแบบนี้มีข้อแตกต่างกันตรงที่ การท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรมให้ความสำคัญต่อการสัมผัสวัฒนธรรม ซึ่งมีสภาพเป็นวัตถุหรือการแสดง ในขณะที่การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น ให้ความสัมคัญกับการสัมผัสวัฒนธรรม โดยผ่านวิถีชีวิตมนุษย์ซึ่งเป็นผู้สร้างวัฒนธรรม

รูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวเพื่อความสนใจพิเศษ ความสนใจเบื้องต้นที่ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมการเดินทางดังกล่าวนี้ คือ การใฝ่หาโอกาสที่จะได้สัมผัสกับกลุ่มคนทีมีชาติพันธ์ และภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากตัวของนักท่องเที่ยวโดยตรง ด้วยความคิดที่ว่าถึงแม้พิพิธภัณฑ์และงานทางศิลปะวัฒนธรรม อาจจะสามารถสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของคนต่างชาติพันธุ์นั้นได้ในระดับหนึ่งก็ตาม การสัมผัสสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่อาจเทียบได้กับการสัมผัสโดยตรงกับคนต่างชาติพันธุ์นั้น จากการได้ใช้ชีวิตร่วมกันหรือพบปะพูดคุยกันในระยะเวลาหนึ่งได้

ในปัจจุบันการท่องเที่ยว เพื่อสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นจุดขายที่สำคัญของการท่องเที่ยวในหลานๆ ประเทศ โดนเฉพาะแอฟริกาและเอเชีย รวมถึงประเทศไทยเอง การเที่ยวป่าและสัมผัสวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา ก็เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้ รับความนิยมมาก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นอีกมากมาย ที่มีศักยภาพสูงในการจัดการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ หากมีการดำเนินการอย่างเหมาะสม การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้อาจเป็นแหล่งรายได้ที่สามารถกระจายไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยได้ ในทางตรงกันข้างหากไม่มีมาตรการรองรับการจัดการท่องเที่ยวให้เหมาะสมแล้ว การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้สังคมหรือชุมชนท้องถิ่นเสียสมดุลได้